ตั้งครรภ์

เรื่องอาหารการกินของคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าจะส่งผลต่อน้ำหนักตัวของคุณแม่หลังคลอดโดยตรง คุณแม่หลายคนเป็นกังวลว่า หลังจากคลอดลูกแล้วตัวเองจะอ้วน และลดยาก อันที่จริงแล้วเรามีวิธีทานอาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ทำให้คุณแม่ไม่อ้วนมาฝากด้วย รับรองว่าคุณแม่จะหมดกังวลไปได้เลย

            และคุณแม่ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเผื่อลูกในท้องให้มากเกินไป เพราะว่าปกติคนเราควรทานอาหาร   ที่ให้พลังงานประมาณ 2,200 กิโลแคลอรี่ และคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรกินเพิ่มมาประมาณ 350-450 กิโลแคลอรี่ ก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญถ้าคุณแม่รู้สึกหิวบ่อย ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ แล้วกินบ่อยๆ เช้ากับกลางวันให้กินปกติ เย็นเน้นสารอาหารโปรตีน นม คาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่พอดีแทน และหลังกินควรเดินหรือทำกิจกรรมเบาๆ ก่อน เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงาน  และ ต้องทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นลวกแทนทอด ต้ม เลี่ยงอาหารทอดและรสจัดด้วย และไม่ควรทานขนามหวานหรือของจุกจิก รวมถึงอาหารจานด่วนไขมันสูงด้วย เพราะว่าเป็นตัวที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะอ้วนมากขึ้น และถึงแม้คุณจะตั้งครรภ์ คุณก็สามารถออกกำลังกายแบบเบาๆ ได้ โดยอาจขอคำแนะนำ  จากแพทย์ว่า อายุครรภ์เท่านี้ควรออกกำลังกายแบบไหนดี เพื่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานด้วย   และสร้างเสริมสุขภาพของคุณแม่ให้แข็งแรง พร้อมที่จะคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย           แต่เมื่อคุณแม่คลอดลูกแล้ว และให้ลูกกินนมแม่ คุณก็จะผอมได้เอง อาจจะเหลือหุ่นก่อนมีลูกก็ได้   หรืออาจจะต้องไปลดน้ำหนักเพิ่มอันนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุมน้ำหนักระหว่างคลอดมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตอนที่คุณตั้งครรภ์ก็ควรโฟกัสที่เจ้าตัวเล็กมากที่สุด  เพราะฉะนั้นคุณจึงไม่ควรกังวลในเรื่องนี้มากเกินไป เพราะจะทำให้คุณไม่มีความสุขในการทานหรืออาจเกิดความเครียดไปเลยก็ได้ เรื่องนี้ขอให้คุณนั้นไม่ต้องคิดมากว่าตัวเองจะอ้วนหรือใส่ใจในเรื่องนี้จนเกินไป

            ทั้งหมดนี้ คือ การดูแลตัวเองคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เพราะว่าเวลาอ้วนแล้ว พอคลอดลูก ก็ทำให้ลดน้ำหนักยาก กลายเป็นความเครียดหลังคลอด เพราะฉะนั้นจึงต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป และควรไปพบแพทย์อยู่เสมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไปและหาวิธีแก้ไขให้เหมาะสมด้วย และนี่คือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนควรใส่ใจเพื่อดูแลตัวเองให้ถูกต้องนั่นเอง หรือถ้าไม่รู้ว่าจะควบคุมอย่างไรก็ให้ปรึกษากับแพทย์ที่ฝากครรภ์ก็จะช่วยเรื่องนี้ได้